“กรมป่าไม้” ชูโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ พลิกชีวิตคนแม่แจ่ม รายได้เพิ่มจาก 5 หมื่นเป็นแสนกว่า

พลิกชีวิตคนแม่แจ่ม

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมนายบุญเลิศ ศรีม่วง หัวหน้าหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้แม่แจ่ม อ.แม่แจ่ม ได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ที่ บ้านช่างเคิ่งบน ต.ช่างเคิ่ง ซึ่งกรมป่าไม้ได้เข้ามา ดำเนินโครงการสร้างป่าสร้างรายได้เปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด มาเป็นไร่นาสวนผสม โดยเริ่มนำร่องที่ อ.แม่แจ่ม

ทั้งนี้นายวิรัตน์ โมตะลี อดีตผู้ใหญ่บ้านกองแขก ต.กองแขก กล่าวว่า เดิมชาวบ้าน 3 ต. คือ ต.กองแขก ท่าผา และช่างเคิ่ง ทำการเกษตรด้วยการปลูกข้าวโพดเป็นหลัก ซึ่งตนมีพื้นที่ 4 ไร่ มีรายได้เพียง 5,000 บาท และมีปัญหาสุขภาพ เพราะเผาตอข้าวโพด แต่มาเมื่อปี 2559 กรมป่าไม้ ได้เข้ามาทำโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ และมีชาวบ้านต.ท่าผา 4 หมู่บ้าน ต.กองแขก 5 หมู่บ้าน ต.ช่างเคิ่ง 13 หมู่บ้าน รวมกันได้ 153 ครัวเรือน พื้นที่รวมกัน 400 ไร่ ได้เข้าร่วมโครงการ และเลิกทำไร่ข้าวโพด หันมาปลูกกล้วย พริก มะขามยักษ์ สัก ลงในพื้นที่ ปรากฏว่าเพียงปีแรกมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยครอบครัวละ 50,000 บาท ต่อมาปี 2560 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.2 แสนบาท โดยพืชผลทางการเกษตรมีพ่อค้าแม่ค้ามารอรับซื้อ และไม่มีปัญหาเรื่องหมอกควัน และตอนนี้เตรียมลงพืชที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น เงาะ กาแฟ เป็นต้น 

ด้านนายบุญเลิศ กล่าวว่า กรมป่าไม้ได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านทำไร่นาสวนผสม โดยพืชที่ปลูกจะกำหนดจากระดับน้ำทะเล และเป็นพืชทนแล้ง เนื่องจากพื้นที่เป็นภูเขาสูง เก็บน้ำไม่ได้ แต่เมื่อหมดฝนยังโชคดีที่มีความชื้นจากน้ำค้างอีก 1 เดือน ที่จะให้ความชุ่มชื้นกับพืชได้ โดยเริ่มจากการปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนก่อน จากนั้นก็นำไปแจกเพื่อนบ้านและขาย พร้อมกับมีการทำกลุ่มเพื่อให้มีสินค้าเกษตรเพียงพอต่อการส่งขาย โดยจะมีการขยายพื้นที่จาก 3 ตำบล เพิ่มเป็น 7 ตำบลในปี 2562

นายอรรถพล กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่รัฐได้เข้ามาดำเนินโครงการจัดที่ทำกินตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยเป็นการจัดที่ดินในลักษณะแปลงรวม ไม่ได้ให้สิทธิ์เฉพาะบุคคล และไม่สามารถซื้อขายได้ ผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดินจะต้องเสียค่าเช่า 25บาท/ไร่ มีสัญญาเป็นระยะเวลา 30 ปี เพื่อให้ผู้เช่าได้รับรู้ว่าเป็นที่ของรัฐ ไม่ใช่ที่กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ซึ่งนอกจาก คทช.จะทำให้ได้พื้นที่ป่าเพิ่ม ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการเพิ่มพื้นที่ป่าจากร้อยละ 38 เป็น ร้อยละ 55 ซึ่งคาดว่าภายใน 5 ปี หากดำเนินการได้เต็มรูปแบบจะสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าได้ถึง 10 ล้านไร่ โดย คทช.จะจัดสรรพื้นที่ ให้ครอบครัวละ 20 ไร่ ซึ่ง ร้อยละ 30 ของพื้นที่จะต้องมีการปลูกไม้ยืนต้นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะเป็นการปลูกพืชแบบวนเกษตร เพื่อให้ราษฎรมีรายได้ เชื่อว่าวิธีการนี้จะทำให้การแก้ปัญหาคนกับป่าเป็นไปอย่างยั่งยืน และรัฐได้พื้นที่ป่ากลับมาซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งของทวงคืนผืนป่า

แหล่งที่มา : https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_1218126

 

รูปภาพ